วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
องค์ประกอบของโลก
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
กายภาพบำบัด
กายภาพบำบัด
กายภาพบำบัด (Physical Therapy หรือ Physio Therapy) เป็นวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน รักษา และจัดการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่ผิดปรกติ ที่เกิดขึ้นจากสภาพและภาวะของโรค ที่เกิดขึ้นในทุกช่วงของชีวิต กายภาพบำบัด จะกระทำโดย นักกายกายภาพบำบัด (PT) หรือผู้ช่วยนักกายภาพบำบัด(Physical Therapy Assistant) ภายใต้การดูแลและแนวทางของนักกายภาพบำบัด อย่างไรก็ตาม ได้มีการใช้การรักษาทางกายภาพบำบัดโดยผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพอื่นๆ เช่น ไคโรแพรคเตอร์ , แพทย์ทางด้านการจัดกระดูก โปรแกรมการรักษาทางกายภาพบำบัด ยังเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการสาธารณสุขอื่นๆอีกด้วย
นักกายภาพบำบัด จะใช้ประวัติทางการรักษา และข้อมูลจากการตรวจร่างกาย เพื่อประกอบการวินิจฉัยและ ให้การรักษา ถ้าหากว่าจำเป็น นักกายภาพบำบัดอาจจะต้องอาศัยข้อมูล หรือผลจากห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และการศึกษาภาพถ่ายทางรังสีด้วย การตรวจวินิจฉัยทางไฟฟ้า (เช่น การตรวจคลื่นกล้ามเนื้อไฟฟ้า, การวัดความเร็วการนำกระแสประสาท) ยังสามารถช่วยในการวินิจฉัยได้
นักกายภาพบำบัด ปฏิบัติงานในหลายลักษณะงาน เช่น ในส่วนของผู้ป่วยนอก คลินิค หรือสำนักงาน, แผนกผู้ป่วยใน เกี่ยวกับเวชกรรมฟื้นฟู, ผู้ป่วยที่ทำการฟื้นฟูอยู่บ้าน, วงการการศึกษา หรือศูนย์วิจัย, โรงเรียน, สถานพักฟื้น,โรงงานอุตสาหกรรม,ศูนย์ฟิตเนส และ สถานการฝึกสอนนักกีฬา
แพทย์อย่างเช่น ฮิปโปกราเตส และ เฮกเตอร์ เป็นผู้ที่ซึ่งเชื่อว่า เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่ริเริ่มการรักษาทางกายภาพบำบัดในสมัยโบราณ ได้นำการรักษาโดยการนวดและการทำธาราบำบัด มาใช้รักษาผู้ป่วย ตั้งแต่ 460 ปีก่อนคริสตกาล หลักฐานในสมัยแรกสุดที่ถูกบันทึกไว้เกี่ยวกับกายภาพบำบัดจัดว่า กายภาพบำบัด คือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนไปในปี 1894 เมื่อพยาบาลสี่คนในอังกฤษ รวมตัวกันเพื่อจัดตั้ง ชมรมผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ประเทศอื่นๆ ก็ได้ดำเนินการเช่นกันและเริ่มมีการทำหลักสูตรการสอนที่เป็นระบบ เช่นเมื่อปี 1913 ได้มีโรงเรียนกายภาพบำบัด ที่มหาวิทยาลัยโอทาโก ในนิวซีแลนด์, และในสหรัฐอเมริกา ในปี 1914 ที่ Reed College ในพอร์ทแลนด์ มลรัฐ โอเรกอน
งานวิจัยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพบำบัด งานวิจัยทางกายภาพบำบัดฉบับแรก ถูกตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา เมื่อ เดือนมีนาคม ปี 1921 ใน The PT Review ในปีเดียวกันนั้น แมรี่ แมคมิลลาน ได้ก่อตั้ง สมาคมกายภาพบำบัด (ปัจจุบันคือ สมาคมกายภาพบำบัดแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ APTA) ในปี 1924 มูลนิธิ Georgia Warm Spring ได้สนับสนุนองค์กรนี้ โดยกล่าวว่า กายภาพบำบัดคือการรักษาสำหรับโรคโปลิโอ
การรักษา ในช่วงทศวรรษที่ 1940 มีหลักที่ประกอบไปด้วย การออกกำลัง การนวด และการดึง ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1950 วิธีการใช้มือกดหรือทำการเคลื่อนไหวโดยตรง (Manipulation) ลงบนกระดูกสันหลัง และข้อต่อของกระดูกระยางค์ ได้ถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศเครือจักรภพอังกฤษ ในช่วง 10 ปีหลังจากนั้น นักกายภาพบำบัด ได้เริ่มมีบทบาทในโรงพยาบาล สำหรับผู้ป่วยนอก ในส่วนของคลินิคผู้ป่วยทางออโธปิดิกส์, โรงเรียนรัฐบาล, วิทยาลัย/มหาวิทยาลัย, การดูแลผู้สูงวัย, ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู, โรงพยาบาล, และศูนย์การแพทย์
ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสำหรับกายภาพบำบัดในสหรัฐอเมริกา เริ่มขึ้นในปี 1974 ในสาขาของ ออร์โธปิดิกส์ หน่วยงานใน APTA ก็ได้รวมตัวเพื่อนักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง ออร์โธปิดิกส์ ในปีเดียวกัน ได้เกิด สหพันธ์ออร์โธปิดิกส์หัตถการนานาชาติ (the International Federation of Orthopedic Manipulative Therapy) ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับ หัตถการขั้นสูงนับตั้งแต่นั้นมา ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เกิดการตื่นตัวทางทางด้านเทคโนโลยีและ คอมพิวเตอร์ ทำให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆมากขึ้นสำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพ จากผลของความก้าวหน้านี้ ก่อให้เกิดเครื่องมือการรักษาที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องกำเนิดคลื่นเหนือเสียง หรือ Ultrasound, เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า, เครื่องผลักประจุไฟฟ้า iontophoresis, และล่าสุดคือ การรักษาด้วยเลเซอร์เย็น ซึ่งผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยา ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2002
กายภาพบำบัดในประเทศไทย
ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพ กายภาพบำบัด พ.ศ. 2547 ได้ให้ความหมายของวิชาชีพกายภาพบำบัดไว้ว่า "เป็นวิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจประเมิน การวินิจฉัย และการบำบัดความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งเกิดเนื่องจากภาวะของโรคหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ การป้องกัน การแก้ไขและการฟื้นฟูการเสื่อมสภาพความพิการของร่างกาย รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจ ด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด หรือการใช้อุปกรณ์ทางกายภาพบำบัด"
ประวัติ
จุดเริ่มต้นของเวชศาสตร์ฟิ้นฟูในประเทศไทยนั้น เริ่มต้นขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยพลตรีนายแพทย์ขุนประทุมโรคประหาร ซึ่งปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้นำวิธีธาราบำบัดมาใช้รักษาผู้ป่วยเป็นครั้งแรก ต่อมา ก็ได้มีการเริ่มงานทางด้านกายภาพบำบัดขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช และได้ก่อตั้งเป็นภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด ขึ้นที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อปี พ.ศ. 2507 และหลังจากนั้นเพียง 1 ปี ก็มีการก่อตั้ง "โรงเรียน กายภาพบำบัด สังกัดภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด ขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในขณะนั้น" แห่งแรกของประเทศขึ้น และพัฒนาจนเป็นคณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์ และปัจจุบัน คือ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนวิชาชีพกายภาพบำบัดในประเทศไทย
ปัจจุบัน มีสถาบันอุมศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนสาขากายภาพบำบัด ดังนี้
- คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
- คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
- คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
- คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
- คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
- สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
- สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรพะเยา
- โครงการจัดตั้งคณะกายภาพบำบัด วิทยาลัยเซนต์หลุยส์
ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
เพราะว่าองค์ความรู้ทางด้านกายภาพบำบัดนั้น ค่อนข้างกว้าง นักกายภาพบำบัดบางคนจึงต้องศึกษาเพิ่มเติมในขอบเขตที่ลึกลงไป ในขณะที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทางกายภาพบำบัดให้ศึกษาหลากหลาย ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางที่เป็นที่รู้จักดังนี้
ระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiopulmonary) นักกายภาพบำบัดในระบบหลอดเลือดหัวใจและปอด จะรักษาผู้ป่วยทั้งหลาย ที่มีความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด หรือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจและปอด เป้าหมายหลัก และการทำหัตถการต่อผู้ป่วย ในส่วนนี้ (รวมไปถึงการเพิ่มความทนทานของการทำงาน และการใช้ชีวิตได้โดยอิสระของผู้ป่วย) คือ เพื่อระบายของเสียออกจากปอด ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยที่เป็น Cystic fibrosis หรือ ผังผืดที่ถุงลม (โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากมีเสมหะเหนียวแห้ง), ผู้ป่วยที่มีความผิดปรกติที่ระบบหัวใจ รวมถึง หัวใจวาย, ผู้ป่วยหลังทำการผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินหลอดเลือดหัวใจ (CABG) หรือ Bypass, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ COPD, Pulmonary fibrosis หรือ พังผืดเกาะในปอด คือตัวอย่างส่วนหนึ่ง สำหรับผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกายภาพบำบัดระบบหัวใจและหลอดเลือด
ผู้สูงวัย (Geriatric) กายภาพบำบัดในผู้สูงวัย (Geriatric) ครอบคลุมขอบเขตที่กว้างขวาง เกี่ยวข้องกับคนในทุกช่วงอายุ แต่มักจะเน้นไปที่ผู้สูงวัย ซึ่งมีหลากหลายสภาวะที่เกิดเมื่อคนก้าวเข้าสู่วัยชรา ตัวอย่างเช่น โรคข้ออักเสบ ภาวะกระดูกบาง มะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ การเปลี่ยนข้อสะโพก และข้อต่ออื่นๆ ภาวะการสูญเสียการทรงตัว การกลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่อยู่ เป็นต้น กายภาพบำบัดในผู้สูงวัย จะช่วยผู้ป่วยในภาวะที่กล่าวมา เช่น การให้โปรแกรมพิเศษที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น ลดอาการปวด และเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย
ระบบประสาท (Neurological) กายภาพบำบัดทางด้านระบบประสาท จะดูแลเฉพาะเจาะจงลงไปในผู้ป่วยแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นผู้ที่มีภาวะโรค หรือ ความผิดปรกติทางระบบประสาท ทั้งหมดนี้รวมถึง โรคอัลไซเมอร์, โรคที่สมองได้รับการกระทบกระเทือน,โรคสมองพิการแต่กำเนิด, มัลติเพิล สเคอร์โรซิส (โรคที่เกิดกับระบบประสาทส่วนกลาง แล้วส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง), โรคพาร์กินสัน, การบาดเจ็บของเส้นประสาทหลัง, Stroke ปัญหาหลักๆของผู้ป่วยที่มีภาวะโรคเกี่ยวกับระบบประสาท รวมทั้ง ภาวะอ่อนแรง (Paralysis) คือ การสูญเสียรูปแบบการทำงานที่เคยทำเองได้ นักกายภาพบำบัดที่ทำการรักษา จะทำการเพิ่มพัฒนาการในส่วนที่เสียไป
ออร์โธปิดิกส์ (Orthopedic) นักกายภาพบำบัดระบบกล้ามเนื้อกระดูก หรือนักกายภาพบำบัดออโธปิดิกส์ จะทำการวินิจฉัย จัดการรักษา ภาวะที่เกิดความผิดปรกติ หรือบาดเจ็บในส่วนของระบบกล้ามเนื้อกระดูก รวมไปถึงการฟื้นฟูในผู้ป่วย ภายหลังการทำศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ นักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญด้านนี้ มักจะปฏิบัติงานที่ คลินิคผู้ป่วยนอก และทำการรักษาผู้ป่วยหลังผ่าตัดข้อ,การบาดเจ็บเฉียบพลันจากกีฬา, ข้อเสื่อม, ผู้ที่ทำการตัดแขนขา, การขยับ หรือเคลื่อนข้อต่อ, การฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแรง, ประคบร้อน/เย็น, กระตุ้นไฟฟ้า (เช่น ความเย็นรักษา, ไอออนโตโฟเรซีส, ไฟฟ้าวินิจฉัยและรักษา[17]) นอกจากนั้น การรักษาฉุกเฉินทางกายภาพบำบัดยังใช้ ภาพสะท้อนจากเสียง (เช่น Ultrasound) เพื่อช่วยประกอบแนวทางในการรักษา เช่นในกรณีของ กล้ามเนื้อหดตัวฉับพลัน [18][19][20][21] ผู้ที่ได้รับความเจ็บปวดจากการบาดเจ็บ หรือโรค ที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น จะได้รับการตรวจรักษาโดยนักกายภาพบำบัดทางออโธปิดิกส์
ผู้ป่วยเด็ก (Pediatric) กายภาพบำบัดในผู้ป่วยเด็ก ช่วยการตรวจหาปัญหาสุขภาพตั้งแต่แรกเริ่ม และใช้รูปแบบที่กว้างและหลากหลายในการรักษความผิดปกติในประชากรเด็ก นักกายภาพบำบัดเด็ก จะมีความชำนาญเป็นพิเศษในการวินิจฉัย ให้การรักษา และการจัดการในเด็กทารก เด็ก และวัยรุ่น เกี่ยวกับ ภาวะที่ผิดปกติตั้งแต่กำเนิดทั้งหลาย การพัฒนาการ ระบบกล้ามเนื้อประสาท ระบบกระดูก และภาวะโรคหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลังจากการคลอดแล้ว การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่ การเพิ่มทักษะเกี่ยวกับการควบคุมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และมัดเล็ก การทรงตัวและความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการแปลผลทางการรับรู้ การรับสัมผัส ผู้ป่วยส่วนหนึ่งของนักกายภาพบำบัดในเด็ก คือเด็กที่มีการพัฒนาการล่าช้า, สมองพิการแต่กำเนิด, Spina bifida (ความผิดปกติที่เกิดจากการสร้างหลอดประสาทที่ไม่สมบูรณ์), Torticollis
- สาขาเฉพาะด้านอื่นๆทางกายภาพบำบัด คือ
การกีฬา ดูแลและให้ความพร้อมแก่นักกีฬา ก่อน ขณะ และหลังการแข็งขัน เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์พ้อมแข่งขัน และรักษาอาการบาดเจ็บของนักกีฬา Integumentary การรักษาที่เกี่ยวกับสภาวะที่ส่งผลต่อผิวหนัง และอวัยวะที่เกี่ยวข้อง
สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา การดูแลและรักษาในหญิงตั้งครรภ์ โดยเตรียมความพร้อมตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ และหลังคลอด
จักษุวิทยา การดูแลรักษาทางด้านดวงตา (ไม่นิยมในเมืองไทย มากนัก)
- และอื่นๆ อีกมากมาย
การศึกษา
สหรัฐอเมริกา
ในสหรัฐอเมริกา นักกายภาพบำบัด จะต้องจบการศึกษาจากสถาบันที่ได้รับการรับรองหลักสูตร ก่อนที่จะเข้ารับการสอบผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด (National licensing examination) กฎหมายแห่งชาติยังระบุด้วยว่า ให้นักกายภาพบำบัด ผ่าน การทดสอบข้อสอบกลาง (National Physical Examination) [22]ภาย หลังจากการสำเร็จการศึกษาจากสถาบันที่ได้รับการรับรองหลักสูตร ก่อนที่จะเข้าทำการปฏิบัติกับผู้ป่วย กล่าวคือ นักกายภาพบำบัดที่จบในสหรัฐอเมริกา จะผ่านการสอบ เพื่อที่จะประกอบวิชาชีพ 2 ครั้ง นอกจากนี่ นักกายภาพบำบัด จะต้องยื่นใบสมัครต่อรัฐ ในแต่ละรัฐที่ทำการปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วย ซึ่งในแต่ระรัฐจะมีระเบียบข้อบังคับต่อนักกายภาพบำบัด ที่แตกต่างกันออกไป จากข้อมูลของ สมาคมกายภาพบำบัดสหรัฐอเมริกา (APTA) มีสถาบันที่ได้รับการรับรองหลักสูตร 210 แห่ง ในปี 2008 ในจำนวนนี้ 23 แห่งได้เปิดสอนระดับปริญญาโท และ 187 แห่งเปิดสอนหลักสูตร ปริญญาเอก หรือ แพทย์กายภาพบำบัด (Doctor of Physical therapy หรือ DPT) และ หลักสูตรทั้งหมดของสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนเป็น DPT[23]
ออสเตรเลีย
ในออสเตรเลียเรียกนักกายภาพบำบัดว่า Physiotherapist มีหลักสูตรการศึกษาที่เปิดสอนต่างกัน ระดับปริญญาบัณฑิต ใช้เวลาศึกษา 4 ปี ประกอบด้วยการศึกษาวิชาทฤษฏีพื้นฐานที่สำคัญเช่น กายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ชีววิทยา ฟิสิกส์ จิตวิทยา วิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว และ goniometry เป็นต้น หลังจากการศึกษาทฤษฏีต่างๆแล้วนักศึกษากายภาพบำบัด จะต้องศึกษา และฝึกปฏิบัติทางคลินิค ซึ่งจะเจาะจงไปในผู้ป่วยกลุ่ม ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ผู้ป่วยทางระบบประสาทกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยกลุ่มสูงวัย ผู้ป่วยระบบหลอดเลือดหัวใจและทรวงอก และผู้ป่วยสตรี โดยปรกติแล้วการฝึกปฏิบัตินั้น จะค่อยๆดำเนินไปตลอดภาคการศึกษา โดยนักศึกษาจะต้องเพิ่มพูนความชำนาญ และการระวังรักษามากขึ้นไปในตัวด้วย ในปีการศึกษาสุดท้ายจะมีการสอบปฏิบัติทางคลินิค เพื่อประเมินผล รวมไปถึงการทำงานวิจัยด้วย โดยปรกติ หลักสูตรจะเปิดสำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาระดับปริญญาตรีมาก่อน เมื่อจบการศึกษาแล้วจะได้วุฒิ กายภาพบำบัดบัณฑิต (Bachelor of Physiotherapy)
หลังระดับปริญญาบัณฑิตแล้ว จะสามารถเข้าศึกษาต่อในบางสถาบัน ปรกติแล้วจะใช้เวลา 3 ปีสำหรับศึกษาตามหลักสูตรในสาขาเฉพาะที่เกี่ยวข้อง เช่นสรีรวิทยาการออกกำลังกาย สำหรับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ได้เปิดหลักสูตรใหม่หลังปริญญาบัณฑิต จะเปิดให้นักศึกษาสามารถสมัครเข้าศึกษาเป็นเวลา 3 ปี ในระดับปริญญาบัณฑิต ในหลักสูตร ชีวการแพทย์ หรือ วิทยาศาสตร์ (เริ่มต้นในปี 2008) แล้วตามด้วย 3 ปีในหลักสูตรกายภาพบำบัดเป็นหลักสูตรหลังปริญญา หรือ DPT และเช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยบอนด์ ในรัฐควีนส์แลนด์ ก็ได้เปิดหลักสูตร DPT สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาทางกายภาพบำบัด
Evidence-based practice
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นหัวข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าขาดหลักฐานทางด้านการวิจัย[24] ช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 การสำรวจของนักกายภาพบำบัดชาวอังกฤษ และ ออสเตรเลีย พบว่าน้อยกว่า 5% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่า ได้อ่านงานวิจัยสม่ำเสมอและนำไปใช้เป็นแนวทางในการรักษา[25][26] แม้จะมีทรรศนะคติที่ดีมากต่อเรื่อง “การทำเวชปฏิบัติตามแนวทางหลักฐานอ้างอิง” (evidence based practice) แต่นักกายภาพบำบัดส่วนใหญ่ ก็ยังใช้หลักการรักษา ที่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนเพียงเล็กน้อย และแม้จะมีการเรียกร้องเป็นจำนวนมากให้มีการเปลี่ยนแปลงไปใช้ หลักฐานทางการวิจัยและหลักทางวิทยาศาสตร์ เป็นแนวทางในการต้ดสินใจรักษา แต่นักกายภาพบำบัดส่วนใหญ ก็ยังคงปฏิบัติตามหลักการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเพื่อจะลบล้างข้อจำกัดนั้น สหพันธ์กายภาพบำบัดโลก (World confederation for physical therapy) (WCPT) สมาคมกายภาพบำบัดสหรัฐอเมริกา (APTA) และศาสตราจารย์จำนวนหนึ่ง ได้ใช้และรวบรวมแนว “เวชปฏิบัติตามแนวทางหลักฐานอ้างอิง” (evidence based practice) ไว้เป็นแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ [27]
คณะที่อยากเรียน
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Faculty of Communication Arts Chulalongkorn University |
| คณบดี | รศ. ดร. ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ |
| ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 |
ประวัติ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดสอนวิชาการหนังสือพิมพ์ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นหลักสูตรในระดับอนุปริญญา สังกัดในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2497 ได้มีการโอนการศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปทำการสอนที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยได้เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นการสิ้นสุดการสอนในสาขานิเทศศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่นั้นมา[1]
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดการเรียนการสอนในสาขาวิชานิเทศศาสตร์อีกครั้งในแผนกสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ สังกัดอยู่กับคณะรัฐศาสตร์ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 ดังนั้น จึงถือเอาวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาคณะนิเทศศาสตร์ หลักจากนั้น ในปี พ.ศ. 2509 ได้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง "แผนกสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์" ซึ่งเป็นแผนกอิสระ มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีสีน้ำเงิน (Royal Blue) เป็นสีประจำแผนกอิสระฯ และมีสัญลักษณ์เป็นแตรสังข์ ต่อมาจึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น "คณะนิเทศศาสตร์" เมื่อปี พ.ศ. 2517 นับเป็นคณะที่ 14 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.บำรุงสุข สีหอำไพ เป็นคณบดีคนแรก
ปัจจุบันคณะนิเทศศาสตร์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของถนนพญาไท (ตรงข้ามกับคณะวิทยาศาสตร์) ในพื้นที่บริเวณเดียวกับคณะนิติศาสตร์ โดยมีอาคารทำการของคณะฯ 3 อาคาร คือ อาคารนิเทศศาสตร์ 1 อาคารนิเทศศาสตร์ 2 และอาคารมงกุฎสมมติวงศ์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เป็นอาคารสูง 12 ชั้น เพรียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ทางการสื่อสารมวลชนที่ทันสมัย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีการศึกษา 2553 และอาคารพินิตประชานาถซึ่งเป็นอาคารเรียนส่วนกลางของมหาวิทยาลัยซึ่งใช้ร่วมกับ คณะนิติศาสตร์
หน่วยงาน
|
|
หลักสูตร
| ระดับปริญญาตรี | ระดับปริญญาโท | ระดับปริญญาเอก |
|---|---|---|
| หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต
| หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต
| หลักสูตรนิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต
|
เพลงประจำคณะนิเทศศาสตร์
เพลงนี้ครูแก้ว อัจฉริยะกุลและครูเอื้อ สุนทรสนานร่วม กันประพันธ์ให้นิสิตสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นเพลงประจำคณะ ตลอดจนประจำนักสื่อสารมวลชนและนักประชาสัมพันธ์โดยทั่วไปด้วย สองครูเพลงผู้เลื่องชื่อท่านนี้มิได้ประพันธ์เพลงร่วมกันตามลำพังมาเป็นระยะ เวลานาน เพลงนี้จึงนับว่าเป็นผลงานการประพันธ์เพลงร่วมกันครั้งสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งประพันธ์เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2509
บุคคลที่มีชื่อเสียง
| มีการแนะนำว่า บทความนี้หรือส่วนนี้ควรย้ายไปรวมกับบทความ รายนามบุคคลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย#คณะนิเทศศาสตร์ (อภิปราย) ดูเพิ่มที่ การรวมบทความ |
ดูเพิ่มที่ รายนามบุคคลจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- สุทธิชัย หยุ่น (รุ่น 3) กรรมการผู้จัดการ เดอะ เนชั่น พับลิชชิ่ง กรุ๊ป
- สุพัตรา มาศดิตถ์ (รุ่น 3) อดีต สส. และรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- ประภัทร์ ศรลัมพ์ (รุ่น 3) ผู้จัดรายการโทรทัศน์ในอดีตหลายรายการ เช่น เสาร์สโมสร, มันกว่าแห้ว ฯลฯ
- ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม (อากู๋ แกรมมี่)( รุ่น 4) ผู้ก่อตั้ง ประธานกลุ่มบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
- ปราโมช รัฐวินิจ (รุ่น 4) อดีตอธิบดี กรมประชาสัมพันธ์
- พนา ทองมีอาคม (รุ่น 4) คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
- สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ (รุ่น5) เจ้าของนิตยสาร "การเงิน การธนาคาร" และหนังสือในเครือ เป็นคอลัมนิสต์ นสพ. ไทยรัฐหน้า 4 ที่มีชื่อเสียง
- อัศศิริ ธรรมโชติ (รุ่น 6) นักเขียนรางวัลซีไรท์ ประเภทเรื่องสั้น ประจำปี 2524 จากผลงานชุด "ขุนทอง เจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง"
- กิตติศักดิ์ ช่วงอรุณ (รุ่น 7) กรรมการกลุ่มบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
- พันเลิศ ใบหยก (รุ่น 8) เจ้าของตึกใบหยก
- ศุภวัฒน์ จงศิริ (รุ่น 8) นักเขียน, ผู้กำกับภาพยนตร์ เจ้าของนามปากกา "ศุภักษร"
- สมหมาย ปาริจฉัตต์ (รุ่น 8) อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน(รายวัน) ปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
- อรุโณชา ภาณุพันธุ์ (รุ่น 11) กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรอดคาซท์ ไทยเทเลวิชั่น จำกัด
- สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา (ฉอด) (รุ่น 13) CEOผู้บริหาร จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน)และ เอไทม์ มีเดีย ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- มาโนช พุฒตาล (รุ่น 12) นักดนตรี พิธีกรรายการโทรทัศน์
- ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ (รุ่น 14) ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์,เจ้าของค่ายเทป ครีเอเทีย และ โอ้มายก้อด,นักจัดคอนเสิร์ตในนาม นินจา เอนเตอร์เทนเมนท์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- กริช ทอมมัส (รุ่นที่ 15) กรรมการผู้จัดการ แกรมมี่โกลด์ , กรรมการ กลุ่มบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- จิระ มะลิกุล (รุ่น 15) ผู้กำกับภาพยนตร์ "15 ค่ำ เดือน 11" "เหมืองแร่" ผู้บริหาร GTH ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- ฐิติมา สุตสุนทร (รุ่น 15) นักร้องชื่อดัง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- นิรมล เมธีสุวกุล (รุ่น 15) ผู้ก่อตั้งและพิธีกรรายการทุ่งแสงตะวัน
- อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ (รุ่น 15) อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์มติชน , สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช
- ศุ บุญเลี้ยง (รุ่น 16) อดีตสมาชิกวงเฉลียง นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง
- สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร (รุ่น 17) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน(รายวัน)
- สมจริง ศรีสุภาพ (รุ่น 17) ผู้กำกับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์
- ยุพา เพ็ชรฤทธิ์ (รุ่น 18) สื่อมวลชน
- วราพรรณ หงุ่ยตระกูล (รุ่น 19) นักแสดง
- ปริญญา ผดุงถิ่น (รุ่น 20) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด, คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "สะเทินน้ำสะเทินบก" ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์
- วุฒิชาติ ชุ่มสนิท (รุ่น 20) นักเขียนรางวัลซีไรท์ ประจำปี 2548 จากผลงานรวมเรื่องสั้นชุด "เจ้าหงิญ" เจ้าของนามปากกา บินหลา สันกาลาคีรี
- แอนนา โรจน์รุ่งฤกษ์ (รุ่น 20) อดีตนักร้อง
- บุญยอด สุขถิ่นไทย (รุ่น 21) โฆษก TV, นักจัดรายการ, สส.
- ยงยุทธ ทองกองทุน (รุ่น 21) ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้บริหาร GTH ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- นิพนธ์ ผิวเณร (รุ่น 21) ผู้กำกับละครโทรทัศน์ ค่ายเอ็กแซ็กท์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- ยุทธนา บุญอ้อม (รุ่น 22) ผู้บริหาร fat radio,สนามหลวงการดนตรี ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- อลงกต เอื้อไพบูลย์ (รุ่น 22) อดีตนักดนตรีวงเฌอ ปัจจุบันเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ และมิวสิควิดีโอ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- ธนัชชา ศักดิ์สยามกุล (รุ่น 22) นักแปลภาพยนตร์ต่างประเทศ
- กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ (รุ่น 24) หรือที่รู้จักในชื่อ "ครูลิลลี่" เจ้าของสถาบันกวดวิชาพินนาเคิล
- นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล (รุ่น 24) DJคลื่น 106.5 กรีนเวฟ นักเขียน คอลัมนิสต์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- สมพล ปิยะพงศ์สิริ(รุ่น 24) DJคลื่น 94 EFM พิธีกรชื่อดัง ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- ธีรัตน์ รัตนเสวี (รุ่น 24) ผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย
- รุ่งทิพย์ โชติณภาลัย (รุ่น 24) ผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย
- ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร (รุ่น 26) อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย ปัจจุบันเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬาทาง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
- สุภิญญา กลางณรงค์(รุ่น 26) นักกิจกรรมทางสังคมด้านการปฏิรูปสื่อ
- กุลนัดดา ปัจฉิมสวัสดิ์ (นิน่า) (รุ่น 27) พิธีกรรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง
- สิริยากร พุกกะเวส (อุ้ม) (รุ่น 27) นักแสดง
- สู่ขวัญ บูลกุล (รุ่น 27) พิธีกรรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์
- พัชรศรี เบญจมาศ (รุ่น 29) พิธีกรรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ราตรีสโมสร
- นิธินาฏ ราชนิยม (รุ่น 29) ผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
- คมกฤษ ตรีวิมล (เอส) (รุ่น 29) ผู้กำกับภาพยนตร์ GTHในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ย้ง) (รุ่น 29) ผู้กำกับภาพยนตร์ GTH ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- นิธิวัฒน์ ธราธร (ต้น) (รุ่น 29) ผู้กำกับภาพยนตร์ GTH ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- วิชชพัชร์ โกจิ๋ว (เดียว) (รุ่น 29) ผู้กำกับภาพยนตร์ GTH ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- วิทยา ทองอยู่ยง (บอล) (รุ่น 29) ผู้กำกับภาพยนตร์ GTH ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม (ปิ๊ง) (รุ่น 29) ผู้กำกับภาพยนตร์ GTH ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- พุทธชาด พงษ์สุชาติ(ตุ๊ยตุ่ย)(รุ่น 30) DJคลื่น 94 EFM พิธีกรชื่อดัง ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- ชลิตา เฟื่องอารมณ์ (รุ่น 30) นักแสดง
- ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ (รุ่น 30) นักแสดง (ฟุเหยิน จากเรื่อง เพื่อนสนิท)
- ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ (รุ่น 30) นักแสดง (15 ค่ำ เดือน 11) และผู้จัดรายการวิทยุ
- ประวีณมัย บ่ายคล้อย (รุ่น 31) ผู้ประกาศข่าว
- ปวีณ ภูริจิตปัญญา (รุ่น 32)ผู้กำกับภาพยนตร์ GTH
- บรรจง ปิสัญธนะกูล (รุ่น 32)ผู้กำกับภาพยนตร์ GTH
- ปิยเกียรติ บุญเรือง (ตุลลี่) (รุ่น 32) พิธีกร, DJ
- จารุณี บุญเสก (แมว) (รุ่น 33) นักแสดง
- ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ (แอฟ) (รุ่น 34) นักแสดง
- ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (มะเดี่ยว) (รุ่น 35) ผู้กำกับภาพยนตร์รักแห่งสยาม
- สวรรยา แก้วมีชัย (มิ้น) (รุ่น 35) นักร้อง สังกัด จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- ฉัตร รูปขจร (รุ่น 35) นักแสดง
- ปาณิสรา พิมพ์ปรุ (โอปอล์)(รุ่น 36) นักแสดง GTH ดีเจเอไทม์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
- ธีมะ กาญจนไพริน (จั๊ด) (รุ่น 37) พิธีกร, DJ
- ฉันทวิชช์ ธนะเสวี (เต๋อ) (รุ่น 37) นักแสดง
- ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ (แอม)(รุ่น 38) นักแสดง, พิธีกร
- รัชวิน วงศ์วิริยะ (ก้อย)(รุ่น 38) นักแสดงGTH, DJ
- ธนิยา อำมฤตโชติ (จุก) (รุ่น 38) นักแสดง
- ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ (ซี) (รุ่น 39) พิธีกร
- หัตฐพร สุวรรณ (รุ่น 39) นักฟุตบอลทีมชาติไทย
- ชล วจนานนท์(ชลลี่)(รุ่น 40) นักแสดง
- ไอยวริญท์ โอสถานนท์ (ชาม)(รุ่น 41 ภาคภาษาอังกฤษ) มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2006
- คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์(ยิปซี)(รุ่น 42 ภาคภาษาอังกฤษ) นางแบบโฆษณาและมิวสิควีดีโอยอดนิยม
- ซาร่า บอลล์ (ซาร่า)(รุ่น 42 ภาคภาษาอังกฤษ) นางแบบ นางแบบโฆษณาและ มิวสิควีดีโอยอดนิยม
- รัชดาวรรณ คำเพ็ง (ตุ๊กตา)(รุ่น 42 ภาคภาษาอังกฤษ) รองอันดับหนึ่งมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2004
- กัญญา ลีนุตพงษ์ (ผึ้ง) (รุ่น 43 ภาคภาษาอังกฤษ) นักแสดง
- ปวีณ์สุดา จันทร์เกษ (เม The Star 4)(รุ่น 44) นักร้อง
- อเล็กซานเดอร์ ไซม่อน เรนเดลล์ (อเล็กซ์)(รุ่น 44 ภาคภาษาอังกฤษ) นักแสดง
- สิริภรณ์ ยุกตะทัต (แอริณ)(รุ่น 44 ภาคภาษาอังกฤษ) นักแสดง ค่าย เอ็กแซ็กท์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
ละครเวที คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมละครเวทีขึ้นเป็นประจำ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2529 เพื่อให้เกิดกิจกรรมที่นิสิตในคณะได้ใช้โอกาสในการร่วมมือกันทำละคร เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ในคณะ โดยมีรายชื่อละครเวที ดังต่อไปนี้
|
|

